[3-shots SHINee] WE FOUND LOVE (in a hopeless place.) SHOT 1

posted on 30 Oct 2011 11:06 by sunflowerworld

WE FOUND LOVE
(in a HOPELESS PLACE)

Author : sunflower ; Rate :NC17-NC20 ; Category : Romantic/Drama

 

  

 SHOT 1 : Yellow diamonds


Yellow diamonds in the light
And we're standing side by side
As your shadow crosses mine
What it takes to come alive


เพชรสีเหลืองอร่ามท่ามกลางแสงไฟ
เราสองยืนอยู่เคียงข้างกัน
เงาของเธอก็ข้ามผ่านเงาฉันมา
ต้องผ่านอะไรมากมายกว่าจะทำให้รู้สึกเหมือนมีชีวิตขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง



It's the way I’m feeling I just can't deny
But I've gotta let it go


มันเป็นสิ่งที่ฉันรู้สึก และฉันปฏิเสธมันไม่ได้
ฉันต้องระบายมันออกมาให้หมด





ชีวิตของมนุษย์เราก็เหมือนบทละครดีๆเรื่องหนึ่ง มันคือโชคชะตาเป็นผู้นำทิศทางกำหนดขีดลิขิตของชีวิตว่ามันจะก้าวไปทางไหน ผมเชื่อว่าพระเจ้ามองคนบาปอย่างผมอยู่ แต่ไม่คิดจะช่วยให้ชีวิตที่เปื้อนด้วยเลือดและเขม่าปืนพบหนทางที่ถูกต้องทำนองคล้องจองคำสอนของท่าน ผมเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่อยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้แต่เลือกเกิดไม่ได้ ผมอยากนอนท่ามกลางเงินทองที่ใช่ไม่รู้ว่าจะหมดในชาติใดแต่เทียบไม่ได้กับรายจ่ายฟุ่มเฟือยผม มันหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะเปิดกระเป๋าตังค์พบแบงค์หมื่นวอนหลายใบหมดไปภายในไม่กี่ชั่วโมง ผมอยากมีชื่อเสียง มีคนเทิดทูลในชื่อจริงของผมแต่มันยากเหลือสำหรับการที่ต้องกลายเป็นคนปลอมตัวหลบหนีการจับผิดจากรัฐบาล การสืบสวน ผมอยากมีคนรักที่ซื่อสัตย์ข้างกายสักคนในยามท้อแท้สิ้นหวังแต่ผมเป็นฝ่ายเลือกที่จะเลือกคนให้บริการเพียงชั่วข้ามคืนเป็นคนรักใหม่ทุกค่ำคืน - - การเรียนรู้ตัวเองในโลกที่พลิกกลับกันตรงข้ามความสวยงามทุกอย่าง ทำให้ผมรู้สึกว่าผมมีบางอย่างที่เหนือกว่าคนที่หาเช้ากินค่ำ มนุษย์เงินเดือน ความแข็งแกร่งในทางด้านมืด ชัยชนะแห่งการข่มเหงและบาปเย็นชา


ผมเป็นคนมีอัตชีวประวัติ แต่ผมเลือกที่จะไม่เล่าให้ใครฟังเป็นพิเศษเท่าไรแม้แต่คนที่ติดต่องานกับผมตลอดเวลา หน้าที่ของผมไม่ได้ขึ้นตรงต่อใครโดยตรง คล้ายอาชีพเร่ร่อนที่รับภารกิจเสี่ยงตายไปวันวัน ใครต้องการปกปิดข้อมูลอะไรเป็นความลับหรือต้องการข้อมูลเปิดโปงบางอย่างจากผม พวกเขาต้องให้เงินก้อนโตมากพอทำให้ผมจะพอใจอย่างไรก็ตามมันก็ขึ้นอยู่กับความยากลำบากของงานที่รับมาว่าใช้การวางแผนยากเย็นแค่ไหน ลงทุนแรงงานเหนื่อยขนาดไหน หัวการค้าบางทีก็ต้องหยิบยกมาใช้เพียงไม่ให้ใครมาเอาเปรียบได้


อย่างที่บอกไว้.. ผมมีอาชีพที่รับหน้าที่เสี่ยงตายแทนคนอื่น นั้นหมายถึงคนคนนั้นจำเป็นต้องการให้ผมจัดการทุกอย่างโดยไม่หลงเหลือหลักฐานไว้ในสถานการณ์


และตอนนี้ผมกำลังแพคกระเป๋าพร้อมกับสมุดเล่มเล็กสำหรับจดบันทึกออกเดินทาง พยายามเรียนรู้ความหมายของชีวิตว่าเราเกิดมาทำไม เพื่อใคร อะไรคือตัวแปรผันของชีวิต หาความหมายที่มีน้ำหนักมากพอให้คำตอบกับตัวเองพร้อมกับอาชีพใต้ดินและการถลุงใช้เงินหมดกระเป๋าตังค์ไปในวันวันหนึ่งโดยไม่คิดว่าพรุ่งนี้เช้าจะอยู่
อย่างไง ทำอะไรต่อไป คนอย่างผมมันไม่ตายง่ายๆจากการไร้ข้าวตกถึงท้อง อย่างมากอย่างน้อยทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาจะฉกเงินจากคนบริการข้างทางหนีออกจากโรงแรมหรือม่านรูดสักแห่งกลับสู่ที่พักของตัวเอง







โคมไฟสีเหลืองเหมือนเพชรมณีหลายกะรัตทอแสงเหนือหัว เป็นสิ่งแรกที่เจอเมื่อลืมตาตื่นจากห้วงของนิทรา กลิ่นบุหรี่ยี่ห้อVergenia Slimแตะจมูก พลิกร่างกายหันไปทางคู่นอนคืนนี้ ทอดสายตามองดูทรวดทรงต้องตานั่งพิงหัวเตียง ผิวขาวถูกย้อมด้วยแสงสีเหลืองโคมไฟดูสว่างเด่นเจิดจรัสคล้ายตุ๊กตาบนแท่นในตู้โชว์สินค้า เรียวตาหลับตาพริ้มเมื่อดูดควันบุหรี่เข้าปอด เขากำลังหลงใหลรสชาติของการถูกยกระดับชั้นวีไอพีจากการแค่ดูดบุหรี่หนึ่งม้วนที่แพงที่สุดในโลก แน่นอนว่ามันไม่ใช่บุหรี่ของเขาแต่เป็นของผม ถือวิสาสะหยิบออกจากกระเป๋ากางเกงตอนที่ผมกำลังหลับอยู่ รวมถึงไฟแช็กด้วย


ผมเอื้อมมือกอดรัดตัวของคนข้างตัว พยุงตัวขึ้นไปกลางแผ่นอกตรงหน้า จูบไล้เล็มลงมา ฝังจมูกลงทุกตารางนิ้วบนเนื้อตัว - - เสียงหัวเราะเบาๆเหมือนจะจั๊กจี้ของเขาทำให้ผมรู้สึกดีอยากจะรุกปลุกให้เล่นกันอีกรอบ ฝ่ามือดันไหล่ผมออกเบาๆจ้องใบหน้าผมด้วยสายตาเหยิ้ม เลื่อนใบหน้าเข้ามาบรรจงจูบ ผมตอบรับจูบ ประคองใบหน้า ใช้นิ้วดันให้ริมฝีปากเผยอกว้างขึ้นสอดลิ้นล้ำอาณาเขตของอีกฝ่ายกวาดรสของควันบุหรี่นุ่มหวานนั้นเข้าปากตัวเอง ดูดดื่มจนเขาหายใจไม่ออก - - คนตรงหน้าดันอกผมถอยห่าง ถอนจูบอย่างเชื่องช้า มองอย่างมีเลศนัยยกยิ้มเหมือนรู้ใจผม “ให้เวลาฉันได้พักหน่อยสิ นายเล่นใส่ฉันเต็มไปตั้งสองยกเมื่อครึ่งชั่วโมงทีผ่านมาทำเอาฉันแทบจะไม่ได้หายใจเลยด้วยซ้ำ”


“ช่วยไม่ได้ เรียกค่าตัวสักแพงก็ต้องเอาให้คุ้มสิ” ผมเขยิบตัวทาบตัวเขา จูบพรมใบหน้า ดึงผ้าห่มที่คลุมกายพวกเราไว้ออก จับขาทั้งสองข้างของเขาแยกแทรกตัวคั้นกลาง ย้ายจูบจากหน้ามาเนินไหปลาร้าและลำคอ - - คนตรงหน้าครางสนุกเขาเล่นจมูกผมทีเมื่อใบหน้าของเราอยู่ในระดับเดียวกัน


“นายมีเงินจ่ายให้ฉันด้วยหรอ?” ผมขมวดคิ้วเข้าหากันแบบอึนๆ อะไรจะรู้ลึกเกี่ยวกับผมขนาดนั้น – ผมจูบเขาแหนบแน่นสนิท ให้คำตอบเท็จไป “มีสิ ไม่งั้นไม่ซื้อนายมาหรอก”


“อืมสินะ”เขาว่าพร้อมกับโบกแบงค์หมื่นวอนห้าใบสะบัดตรงหน้า ผมผงะถอยหลังคว้ากระเป๋าตังค์ที่ซ่อนไว้มิดชิดในเสื้อผ้าออกมาดู จริงๆ! เขาขโมยเงินจากกระเป๋าไปถึงได้รู้ว่าเงินไม่พอจ่ายให้เขา - - ความหงุดหงิดเล็กน้อยครอบงำอีกคนบนเตียงกำลังส่งสายตายิ้มเยาะปะทะกลับมา – ม้วนบุหรี่แรกใกล้จะหมด ร่างสวยตรงหน้าขยี้ลงกับแจกันดอกไม้ ยกนาฬิกาสองเรือน เรือนละหลายแสนวอนของผม “ถ้าไม่ว่ากัน ฉันขอเป็นค่าตัวสำหรับคืนนี้แล้วละกัน” คนอารมณ์ดีโยนของในมือลงกระเป๋า ก่อนหันมาทางผมเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้แล้วหยิบซองบุหรี่Vergenia Slimขึ้นมาโชว์ “ส่วนไอ่นี้ ขอเป็นของแถมด้วยนะ” หยิบบุหรี่ม้วนหนึ่งขึ้นมาจุดสูบเก็บไว้ข้างกายตัวเองยังกับกลัวผมจะขอสักม้วนสูบ


นาทีที่รู้สึกเหมือนตัวเองโดนเหยียดหยาบผ่านทางการแสดงสีหน้าและพฤติกรรม มันแย่พอๆกับการขี้แตกกลางวงสนทนาในสระน้ำ เหมือนไอ่โง่คนหนึ่งที่หลงกลท่าทีเด็กน้อยที่ดูไร้เดียงสาเพียงภายนอกกาย - - นาฬิกาสองเรือนนั้นเป็นเครื่องคู่ใจของผมเลยทีเดียว นอกจากความแพงจนไม่อยากนึกย้อนกว่าทิ้งเงินสดไปเท่าไรกับมัน ยังเป็นสองเรือนที่มีคนในกรุงโซลใส่กันไม่เกินสามคน และทั้งโลกใส่กันไม่เกินห้าสิบคน นี่มันมากกว่าค่าตัวที่เขาเรียกร้องเสียอีก แต่เมื่อคิดถึงค่าม่านรูดโรงแรมอีกหลายหมื่นวอนต่อหนึ่งคืนที่เขาต้องจ่ายแทนให้ผมในรุ่นเช้าจึงไม่คิดจะเรียกร้องค่าคงเหลือคืน


เขากระเถิบตัวเข้ามาใกล้ผม โอบกอดพาลำตัวเปลือยเปล่าแนบชิดกับหลังผม ใบหน้าสวยวางบนไหล่ เป่าลมควันขาวออกจากปาก จูบลงขมับเปียกชื้นอ่อนโยน ให้ท่าทุกแบบกับลูกค้าที่เพิ่งจะหมดเนื้อหมดตัวเพราะเขา “อารมณ์เสียหรือเปล่า ไม่ต้องห่วงว่าฉันจะทิ้งนายที่นี่ในสภาพไม่เหลืออะไร ฉันไม่ใช่คนให้บริการทิ้งๆขว้างๆกับลูกค้าแบบนั้น แต่ทุกอย่างที่ทำให้ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนเสมอ” ผมหันไปประจันสีหน้าอ่อนหวานของเขา รู้สึกเบาใจกับคนแปลกหน้าโดยไม่รู้สาเหตุ อาจเป็นเพราะเป็นคนให้บริการที่แตกต่างจากคนอื่นๆทั่วไป หรือเป็นเพราะผมไม่เคยสังเกตว่าคนให้บริการส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว หากมองในทางกลับกัน ที่นี่คือโลกแห่งการกลั้นแกล้งและชิงดีชิงเด่นกัน ไม่มีคำว่าเสแสร้งแต่แข่งกันใครหลอกได้เนียนกว่ากัน ที่นี่เราจะฆ่าใครสักคนเรายินดีที่จะชักมีดขึ้นมาแล้วแทง ที่นี่มีคำสองคำสำหรับแขกมาเยือน ผู้แพ้ และ ผู้ชนะ ไม่มีใครอาจเสมอทัดเทียมกันได้ - - ใบหน้าหวานไร้การตกแต่งจ้องมองผมอย่างอ้อนวอน มือไม้เลื่อนต่ำลงกดตามเนื้อตัวหวังอยากให้กิจกรรมที่ค้างคาถูกสานต่อ “อยากทำต่อไม่ใช่หรือไง รีบๆสิ ไม่งั้นฉันจะได้ออกไปหาลูกค้าคนใหม่แทน”


จู่โจมกลับด้วยจูบกลับผลักร่างที่แสดงพฤติกรรมติดสัดลงเตียง นอนคร่อมกายไม่ให้หลุดรอดไปไหนแล้วโน้มตัวจูบตามซอกคอระหงส์ผ่านกลางอก “นายเป็นใครกัน ทำตัวเหมือนรู้จักฉันยังกับเพื่อนสนิทนาย” คำถามถูกยิงถามคนใต้ร่างกาย กำลังเคลิ้มการปลุกเร้าผม


“เราไม่รู้จักกันหรอกและฉันก็ไม่ได้สนิทกับนาย แค่คนให้บริการคนหนึ่งที่นายลากออกมาจากผับและเข้าโรงแรมด้วยกัน” เขาจับศีรษะผมเลื่อนมาโลมเลียยอดปทุม กรีดร้องติดๆขัดๆทุกครั้งที่ปลายลิ้นของผมตวัดลากผ่านอวัยวะที่เขาต้องการให้ผมสร้างความปรารถนาทางกาย ผมจูบมันหนักๆคลึงด้วยริมฝีปากจนเสียงร้องหลงพึงพอใจดังขึ้นแล้วจึงผละมันออก ปล่อยให้อารมณ์หยุดติง ณ ตรงนั้น “ตอบฉันให้ตรงคำถามหน่อยสิ อย่าลีลากับฉันมากนัก”


คนข้างใต้หรี่ตามองผมอย่างขัดใจ ทั้งเรื่องที่ผมพยายามขุดหาคำตอบจากเขาและเรื่องที่ผมไม่ยอมลงมือกระทำต่อ เขาดิ้นเล็กน้อยหาช่องทางออกจากการถูกทับทาบและรู้ว่ามันล๊อคไว้ทั้งตัวจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ จ้องเขม่งตอบกลับอย่างอารมณ์เสียกึ่งไว้ท่าไม่สิ้นลายน้ำยาของคนให้บริการ “ฉันแค่ไม่คิดว่าจะได้นอนกับคนที่มีประวัติ 'เอากันเสร็จแล้วฉกเงินหนี'


“นายรู้เรื่องนี้มาจากไหน? แบบไหน ” ในเมื่อไม่ต้องมีอะไรให้ปกปิดอีก ก็ถามกันไปตรงๆแบบไม่อ้อมโลกดีที่สุด แม้จะรู้คำตอบดีอยู่แล้วก็จริง – ผมพยุงตัวขึ้นเล็กน้อยให้คนข้างใต้ร่างกายได้มีอากาศหายใจ


“นายก็คงรู้ดี คนในวงการแบบฉันเขาก็เล่าเตือนๆกันมานับต่อนับ รูปสรรพสังขาร หน้าตาและข้าวของเครื่องใช้ประจำตัว”


“นายเชื่อคำพูดพวกนั้นด้วยหรือไงว่าหน้าตาฉันเป็นแบบไหน ข้าวของเครื่องใช้ที่ใส่ประจำตัวเป็นแบบไหน นาฬิกาสองเรือนนั้นฉันก็ไม่ได้ใส่บ่อยแค่พกติดตัว” เมื่อผมยิ่งถามมากก็ยิ่งไปยุแหย่เขามากขึ้น - - ไม่มีท่าทีวิ่งหนี หรือหวาดกลัวจากการถูกซอกแซกไถถาม ผมจึงปล่อยยินดีให้เขาเคลื่อนตัวนั่งพิงกับพนักหัวเตียง เขาหรี่ตามองผมไม่ปกปิดความจริงๆใดๆ แต่คงยังอยากพูดกวนประสารทให้ผมอารมณ์เสียไปพร้อมๆกัน “ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายปลอมตัวทำไม และเปลี่ยนรถหรือไม่ก็อุปกรณ์ประจำกายเพื่ออะไร มันคงมีอะไรบางอย่างที่มากกว่าแค่การเรียกใช้บริการมานอนด้วยแล้วฉกของหนี แต่รู้มั้ยสิ่งที่เล่าจากปากต่อปากมาอีกที มีสิ่งหนึ่งที่คนแบบนายไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งฉันมาพอตัวจริงก็เลยรู้ทันทีว่าเป็นนายคนที่ถูกลล่ำลือ” ยกยิ้มมุมปากชั่วร้ายมองผมไล่ตั้งแต่แผ่นอกยันถึงกึ่งกลางร่างกายของผมอย่างหลงใหล


ลีลาบนเตียงแบบเดิมๆที่เล่ากันไงละ ฉันฟังจนเบื่อจากขี้ปากคนที่มาอวดอ้างว่ามันพาไปถึงสวรรค์กี่รอบ จนมาเจอกับตัวจริง ถึงได้ประจักษ์ด้วยตัวเอง แต่นั้น..ก็แค่ท่าเดิมๆ” ผมแทบจะหลุดขำออกมาเสียงดัง เพิ่งจะรู้ว่าต่อให้ตัวเองเก่งในหารหลบหนีคนมามากแค่ไหน ก็มีบางสิ่งยังถูกจับผิดได้อยู่ด้วย แถมยังเป็นการถูกจับผิดด้วยเรื่องที่ผมถนัดเสียด้วย – เขาเก่งกว่าผม นั่นทำให้ผมไม่อาจประเมินเขาต่ำได้ การตอบสนองเรื่องบนเตียงจากเขา เต็มหนึ่งร้อย ผมให้สองร้อย เต็มหนึ่งพัน ผมให้สองพัน ไม่แปลกเลยที่เขาอยากเรียนรู้เรื่องบนเตียงโดยผ่านขี้ปากคนในวงการเดียวกันแล้วเอามาลองใช้กับตัวเองจนกลายเป็นว่าสามารถสืบสาวว่าลูกค้าคนไหนชอบฉกช
ิงเงินไปได้ - - ผมโน้มจูบเขา ตวัดรัดเอวเข้าดึงร่างกายเข้าหากลางตัวผม “นายเก่งดีนิ แล้วไม่อยากรู้เรื่องอื่นจากฉันบ้างหรอกหรอ ว่าฉันปลอมตัวทำไม? ทำอาชีพอะไร?”


“เรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นต้องรู้หรอก ฉันเชื่อว่าหากฉันรู้ฉันอาจโดนนายฆ่าปิดปากก็ได้ เอาเป็นว่าฉันตื่นเต้นที่ได้นอนกับคนที่มีประวัติร้ายแรงสำหรับคนถูกซื้อแบบฉัน และฉันก็รู้สึกดีที่สามารถเอาชนะนายได้” ศักดิ์ศรีของการมีอาชีพเป็นคนขายตัวมันอยู่ที่คนคนหนึ่งยังมีค่าของความเป็นคนอยู่เฉิดฉายตรงหน้าผม ทันทีผละจากจูบได้ก็พูดจาเหน็บแหนมราวกับรู้นัยๆว่าผมมีอาชีพอะไร เสี่ยงตายแบบไหน หากใครมาพัวพันด้วยทำตัวคุ้นเคยอาจมีแววตายโดยฝีมือผมก่อนจะโดนคนอื่นฆ่าตาย จบประโยคอันสวยหนูของเขาก็ตบท้ายรอยยิ้มแห่งโล่ทองคำงามๆไปครอบครอง - - ผมยิ้มให้กับคำตอบสุดแสนจะน่ารักของเขา คนแบบนี้นานๆทีจะหาได้เจอที คนที่เป็นอะไรได้หลายๆอย่างภายในหนึ่งคืน เหมือนแอปเปิ้ลดูหวานฉ่ำน่าลิ้มลองแต่อาบแช่ไปด้วยยาพิษ เป็นคนคนหนึ่งที่เก็บความลับของใครหลายคนได้ดีและพร้อมเสมอที่จะหยิบมันขึ้นมาแฉหากใครคิดจะทำร้ายเขา เป็นคนที่มีความลับแต่กลับไม่ใส่ใจเพราะรู้ว่าไม่มีความจำเป็นใดๆต้องให้สนใจกับมัน


ผมเจอเขาในผับ หลังจากเสร็จจากงานยักษ์ใหญ่ที่ทุกสำนักพิมพ์เตรียมพร้อมจะลงหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งทั่วประเทศในวันพรุ่งนี้ ผมกลับที่พักทำลายหลักฐานที่ติดเปื้อนมาตามตัว เปลี่ยนรถระหว่างเส้นทางไปผับบาร์เพื่อถลุงกับเงินก้อนโตที่ได้มาครึ่งหนึ่งอย่างสบายใจ - - เวลานั้นผมยังสนุกกับเสียงเพลงบีตหนักๆกับแสงสีสาดส่องบนฟรอ กวาดสายตาหาคู่สำหรับคืนที่สวยงามอีกคืน ท่ามกลางกึ่งความจริงและความฝัน ใครบางคนเดินเข้านั่งบนโต๊ะบาร์ห่างจากสายตาไประยะสิบเมต รนั่งในลักษณะให้ท่ากับใครหลายคนที่ส่งสายตาสนใจในตัวเขา สั่งแก้วเบียร์โตๆแก้วเดียวรอใครสักคนจ่ายให้ ไม่ต้องนั่งรอดูนาฬิกาให้นานกว่านี้.. ชั่วอึดใจมีคนเดินไปหาเขาคุยกันสองสามประโยคสั้นๆหลบหลีกฝูงชนหายไปในห้องน้ำหลายชั่วโมงจึงโผล่หัวออกมา


ผมแย่งเวลาการตัดสินใจของใครหลายคนที่มองไปทางเขา เดินตรงดิ่งไปยังโต๊ะบาร์ส่งสายตารู้ใจกัน - - เขายิ้มให้กับผมถามหนึ่งคำถามเหมือนคนทำอาชีพเช่นนี้ทั่วไปถามลูกค้าว่าสนใจหรือเปล่า ผมตอบสนใจอย่างไม่ลังเลมองรอยจูบช้ำหลงเหลือจากลูกค้าคนแรกของคืนนั้น – เขาเสนอราคาง่ายๆสองแบบให้ผมเลือก ต้องการแบบฟาสต์ฟู้ทันใจทันใดเขายินดีเชิญที่ทางเข้าหลังผับหรือไม่ก็ห้องน้ำ หรือต้องการแบบเหมาจ่ายตลอดคืนต้องพาเขาขึ้นรถไปโรงแรมหรือไม่ก็ที่พักบ้านตัวเอง


ผมเลือกข้อหลัง ลากเขาออกจากผับพาขึ้นรถทันที ระหว่างทางมีแต่เสียงเพลงป๊อปที่เขาขอเปิดระหว่างออกเดินทาง ชมผมว่าผมดูดีแค่ไหนในชุดเที่ยวกลางคืน ถามคำถามสัพเพเถระทั่วไปเหมือนคนทั่วไปถามกัน มาเที่ยวบ่อยมั้ย มาอย่างไง มีแฟนหรือยัง คุณชอบท่าไหนเป็นพิเศษมั้ย เมื่อหาปลายทางที่ต้องการเจอ เราเปิดขวดดื่มฉลองไม่กี่ช็อตแล้วลงเอยกันบนเตียง


“ดีละที่ไม่ถามอะไร ฉันมันไม่ใช่คนน่าสนใจนักหรอก” ผมปลีกตัวออกมานั่งพิงหัวเตียงอย่างเบื่อหน่าย สลัดความสงสัยทั้งมวลทิ้งไป คนข้างกายรู้ข้อมูลผมเพียงแค่ผิวเผินและดูท่าทีไม่มีแววจะเป่าประกาศให้กับใครรู้ส่งต่อแบบฟอร์เวิร์ดเมลล์ ผมก็เบาใจที่ไม่ต้องเก็บใครที่ไม่ได้มาจากคำสั่งเบื้องบน - - เขาหันมามองผมเหมือนอย่างรู้ใจ เดินลงจากเตียงไปยังตู้เย็นหยิบขวดสีเขียวขนาดเล็กชูโชว์มาทางผม


“นายเป็นคนไม่น่าสนใจ ส่วนฉันเป็นคนไม่น่าจดจำ เรามาดื่มฉลองกันสักหน่อยดีมั้ย?” ไฮนาเก้นราคาระดับสากลโลกล่องลอยอยู่ในปากผมเรียบร้อย แม้ตัวขวดจริงๆมันยังอยู่ในมือของเขา กำลังถูกเปิดฝาโชว์ไอเย็นๆให้น่าลิ้มลอง - - “นายก็รู้ว่าฉันหมดตัวแล้ว” ผมผายมือออกข้างกายเล่นมุขแต่สายตาผมจับจ้องไปยังขวดในมือ หวังอย่างแรงกล้าว่ามันจะลอยมาอยู่ในมือผมเสียบ้าง - คนยืนตรงหน้ายิ้มหัวเราะเดินขึ้นเตียง แกล้งทำเป็นเอาขวดมาหยอกล้อตรงหน้าแล้วจึงจะยัดใส่มือผม “เอาเป็นว่าฉันเลี้ยงนายแล้วตอนเช้านายค่อยเลี้ยงฉันคืน”


เราชนขวดแก้วกัน พูดเชียร์ให้กำลังใจกัน ดื่มมอบแด่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้บังเกิดขึ้นกับพวกเรา - ผมดื่มไปไม่กี่อึกใหญ่ก็เหลือบมองคนด้านข้างที่ดื่มราวกับซดน้ำเปล่าง่ายๆไหลลื่นคอ เขาเหลือบมองกลับมาทางผมยักคิ้วสงสัย “นายเนี๊ยดูท่าทางไม่น่าจะเก่งเรื่องพรรค์นี้เลยด้วยซ้ำ แต่กลับคล่องแคล่วกว่าที่ฉันคิดไว้สักอีก”


“อย่าประเมินคนแค่ภายนอก” เขาขยายใจความสำคัญบนสิ่งที่ผมกำลังคิดอยู่ “ฉันผ่านอะไรต่ออะไรมากเยอะ รู้จักคนหลากหลายอาชีพ หลากหลายนิสัย หลากหลายสันดาร คนบางคนลึกลับกว่านายตั้งเยอะและมีความสุขไปตามอัตภาพแห่งสัจธรรมโลกจารึกไว้ว่า สัตว์ใหญ่ต้องกินสัตว์เล็กเป็นอาหาร ” วาจานั้นทำให้ผมรู้ว่าเขาคงเจอคนที่มาขอบริการจากเขาหลากหลายพื้นเพ หลากหลายฐานอาชีพในสังคม ทุกคนดูดีต่อสาธารณะฝูงชนพอมาเป็นเรื่องบนเตียงจะเผยอีกด้านที่คนมองไม่เห็น นั่นก็คงไม่ต่างจากผมเท่าไรภายนอกวาจาดูศักดิ์สิทธิ์จนน่าเลื่อมใสแต่พฤติกรรมกลับทำในสิ่งตรงข้ามกับที่ตัวเองได้พูดไว้


“นายรับคนแบบไหนเข้ามาใช้บริการ”


“อยากรู้หรือไง”


“เฉยๆ แต่น่าสนใจ..บอกแค่อาชีพก็ได้ ไม่ต้องบอกชื่อ” ผมว่าแล้วดื่มเข้าไปอีกอึกมองดูสีหน้ากำลังคิดของอีกฝ่าย


“หลายคนน่ะเป็นนักธุรกิจบ้าง เป็นนักการเมืองบ้าง เป็นเจ้าหน้าที่ในมูลนิธิต่อต้านการค้ามนุษย์บ้าง โลกนี้มีคนหลากหลายแบบ ตีสีหน้ากันได้เก่งดีชะมัด” เขาเล่าเหมือนมันเป็นเรื่องปกติไม่น่าอายที่ต้องใช้ร่างกายเป็นเครื่องบรรณาการแห่งความสุขสำราญผ่านการขับเคลื่อนใช้งานจากใครหลายคน ชินชากับโลกเบี้ยวๆโสโครกใบนี้บนเส้นทางแห่งความมือสลัว “เออ ใช่มีเคสหนึ่งฉันลืมไม่หลง เป็นนักลงทุนต่างชาติมาใช้บริการ ให้ค่าตัวเป็นล้านวอนตอนนั้นฉันหิวเงินทั้งๆที่รู้ว่าต้องเจอกับอะไร ฉันเจ็บตัวไปอีกนานสลบข้ามวันเลยทีเดียว คืนสุดท้ายก่อนจากกันเขาเล่นปืนจ่อปากฉันตอนเรามีอะไรกัน”


“ไม่กลัวโดนยิงหรือไง” ผมถามเขาอย่างสนใจมิใช่น้อยด้วยประเด็นอะไรหลายๆอย่างจากสิ่งที่เขาพูด


“กลัวสิ แต่แค่ไม่สนใจ เดี๋ยวมันก็ผ่านพ้นไป ฉันก็รับลูกค้าใหม่ต่อ” เขาปัดให้เรื่องมันจบลงที่คำว่า ‘ไม่สนใจ’ เพราะไม่อยากพูดต่อ มันคงเป็นเรื่องที่เขาอยากระบายจนน่าอัดอึดยากต่อการจะเก็บไว้คนเดียว – ผมถอนหายใจเบาโหวงแล้วจึงพูดต่อ “ผู้ชายคนนั้น หากจำไม่ผิด ต้องเป็นคนรูปร่างอ้วน ตาสีฟ้า เป็นคนเชื้อชาติสเปน ทำงานธุรกิจส่งสินค้ากระเป๋ายี่ห้อหนึ่ง ความจริงแล้วเขาค้ายาใช้เส้นสายทางผู้บริหารคนหนึ่งในการขนส่งยาข้ามประเทศ ใช่มั้ย?” คนฟังทำตาโตหันมาทางผมไม่เชื่อหู


“นายรู้ได้ไง?”


“ฉันเคยทำหน้าที่ขนยาให้เขาครั้งหนึ่งตอนที่เขาส่งมาเกาหลี คงเป็นตอนที่นายโดนเขาซื้อตัวด้วยละมั้ง” ผมตอบ เขย่าควงขวดสีเขียวมองดูของเหลวที่เหลือเป็นเศษสองส่วนสี่ของขวด “วางใจได้ ตอนนี้เขาตายแล้วละ”


คนนั่งฟังนิ่งเงียบผิวปากสั้นๆอย่างตื่นใจ “โดนอะไรตายและใครเป็นคนฆ่าเขา?”


“โดนยิง จากปืนของฉันเอง” อะไรที่คืองานผมรับไว้หมด อะไรที่ได้เงินผมรับทำหมดไม่ว่ามันจะต้องหักหลังใครสักคนก็ตาม อย่างที่ผมได้บอกไว้ ผมมีหน้าที่รับภารกิจเสี่ยงตายโดยไม่ขึ้นตรงต่อใครพรรคใดเพียงผู้เดียว คนคนหนึ่งอาจจะจ้างให้ผมรับหน้าที่ขนส่งสินค้าผิดกฎหมายไปหาอีกฝ่ายพร้อมกับระเบิดเวลาที่พร้อมจะพลีชีพอีกฝ่ายให้พินาศย่อยยับ ในทางกลับกันหากฝ่ายตรงข้ามเขาอยากรับรู้ข้อมูลจากผม สิ่งหนึ่งคือพวกเขาต้องให้เงินก้อนโตสำหรับการเปิดเผยข้อมูลที่ผมรู้ และสิ่งที่สองหากเขาต้องการที่จะฆ่ากลับคืนเขาต้องจ่ายเงินมากกว่าคนนั้นเป็นอีกเท่าตัว ผมจึงยินยอมที่จะทำให้


งานทุกอย่างผมมีแต่ได้กับได้ ขณะเดียวกันมันก็อยู่บนเส้นดายของชีวิตที่พร้อมจะตายได้ทุกเมื่อ ไม่แปลกหรอกที่ผมจะเรียกค่าจ้างสูงมาก ผมทำอะไรทางรัฐไม่เคยจับได้แม้แต่หลักฐานในสถานที่เกิดเหตุก็ยังหาไม่พบ และที่สำคัญที่สุด ความลับของศัตรู โลกนี้ไม่มีความลับนิยามนี้เป็นจริงเสมอทุกครั้งที่มีคนเข้ามาหาผมพร้อมกับเงินก้อนโตในการเช่าตู้เซฟสักตู้ที่มีรหัสล็อคอย่างหนาแน่น ใส่สิ่งของอันมีค่ามหาศาลลงไป ส่วนใครที่ไม่ได้ใส่ของมีค่าไว้กับตู้เซฟอย่าหวังว่าผมจะเก็บมันไว้หากมีใครมาขอจากผม


“ขอบคุณนายจริงๆที่ฆ่าหมอนั้นตาย เหมือนเป็นหนี้บุญคุณอย่างไงไม่รู้” คู่นอนของผมพูดด้วยอารมณ์สะใจ อารมณ์ดีมากขึ้น


“นายไม่โดนข่มขืนก็ดีแล้ว หมอนั้นโรคจิตจะตาย ฉันเคยโดนเรียกไปรับงานตอนที่เขาฉุดเด็กคนหนึ่งมาเลี้ยงอยู่ในคอนโด สงสารเด็กน้อยคนนั้นป่านี้ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไง แต่คิดว่าน่าจะรอดมาได้หลังจากที่เขาตายแล้ว”


“ไม่เลยละ ขนาดฉันสมยอมด้วย ยังทำฉันยังกะตัวอะไรไม่รู้บนเตียงนอน”


“ซวยเอง ตอนนั้นหิวเงินไปรับมาทั้งๆที่ก็รู้อยู่แก่ใจแล้ว” ผมลิ้นเล่นใส่เขาที่กำลังทำสีหน้าบูดบึ้งกลับมา


“โอเค มันคือความผิดของความโง่ของฉันเอง” แรงต่อยเบาๆบนแขน หมั่นไส้เสียงหัวเราะเยาะของผม – ผมหันไปทางเขาแล้วขยี้หัวอย่างเอ็นดู “เอาเถอะ ฉันว่านายเก่งที่ไม่กลัวมัน ขนาดเอาปืนจ่อปากนายยังแข็งใจเล่นกับมันจนถึงนาทีสุดท้ายได้อยู่”


“ที่แข็งใจก็เพราะเรื่องเงิน ถ้าไม่แข็งใจฉันคงตายไปแล้ว” เขาตอบอย่างรื่นเริง กลบเกลื่อนความหวาดผวาซึ่งไม่สามารถโกหกผ่านสายตาผมได้ ราวกับฝันร้ายที่อยากแก้แค้นได้จางหายไปไม่ใช่เพราะวันเวลาช่วยบรรเทาความเจ็บช้ำ แต่เพราะรู้ความจริงจากปากของผมจึงได้ยิ้มกว้างสบายใจ “แล้วนายละ เก่งไม่เบาทำตัวเนียนจนมันไม่รู้ว่ากำลังโดนทรยศอยู่แท้ๆ”


“ฉันมันเป็นคนไม่ขึ้นตรงต่อใคร ใครประมูลชีวิตใครได้เหนือกว่า ฉันก็เลือกที่จะไว้ชีวิตคนนั้น” ผมพูดอย่างภาคภูมิใจ รู้สึกดีราวกับตัวเองเป็นยมทูตกำลังไล่เดินเก็บวิญญาณคนตามรายชื่อในบัญชีดำ กระทำอะไรได้ทุกอย่างโดยกฎหมายไม่สามารถเอาผิดได้ “ดูแย่เน้อ แต่สำหรับโลกนี้คนที่เก่งที่สุดเท่านั้นจะอยู่ได้อยู่โดยไม่ต้องสนใจว่าชีวิตนี้จะอยู่เพื่อใคร ไม่ต้องค้นหาความหมายของมัน ในเมื่อก็มีความสุขอยู่แล้ว ขณะที่คนบางคนเป็นผู้แพ้ต้องตายโดยทั้งที่ยังไม่ได้ค้นหาความหมายของมันเลยด้วยซ้ำ”


“ทุกคนมีเป้าหมายชีวิตไม่เหมือนกัน” คนดื่มหนักบอกอย่างมีสติ มองดูขวดไฮนาเก้นที่เหลือของเหลวแค่ก้นขวด “บางคนได้มาแค่ครึ่งทางก็อยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องไปให้สุดท้าย บางคนทะเยอทะยานก็ยังไปไม่ถึง บางคนท้อแท้ก่อนจะเริ่มต้นก็มี”


“นายค้นหาอะไรจากมันอยู่?”


ครอบครัว” เขาตอบด้วยเสียงเรียบนิ่งผิดจากตอนแรกที่ร่าเริงจนน่าแปลกใจ หัวใจของผมเต้นช้าลงมองดูใบหน้ากึ่งสลดเศร้า รอยยิ้มโค้งกว้างขีดเป็นเส้นตรง ดวงตาจ้องนิ่งที่ขวดแก้ว ผมพยายามอ่านอารมณ์และใจของเขาว่ากำลังคิดอะไรอยู่ มันเป็นไปได้หลายสาเหตุกับคนคนหนึ่งที่มีอาชีพต่ำๆ ถูกใครหลายคนจากสังคมดูถูกว่าเป็นคนไร้ค่า เป็นภาระหนักหนาของรัฐบาลสำหรับประเทศที่เจริญแล้ว เป็นตัวถ่วงภาพพจน์ของสังคมอะไรสักอย่างที่น่ารังเกียจผิดประเวณีวัฒนธรรมดูงาม คำพูดจากเขาทุกประโยคทุกคำต่อคำมีความหมายบ่งบอกว่าเขามีการศึกษาพอสมควร ทุกอารมณ์ที่แสดงท่าทีส่อถึงคุณค่าและเสรีภาพของความเป็นมนุษย์ แต่เพราะอะไรบางอย่างทำให้เขาเดินไปถึงปลายทางไม่ได้


“ดีแล้วละที่นายมีเป้าหมายสักอย่างหนึ่งในชีวิต ผิดกับฉันยังไม่มีเป้าหมายอะไรเลย กำลังค้นหามันอยู่” ผมพูดให้เขาสบายใจ เขี่ยบรรยากาศที่ไร้สีสันนั้นทิ้งลงไปกับคำพูดที่ชวนให้นึกถึงเรื่องเลวร้ายที่ผ่าน – ของเหลวในขวดตอนนี้หมดแล้วผมหันไปทางเขา ยกขวดให้ดู “อยากได้อีกสักขวดมั้ย”


“ก็ดีนะ” เขาตอบยิ้มจืดๆแล้วคืนขวดเปล่ากลับมา ผมเดินไปเปิดตู้เย็นยังนอกจากไฮนาเก้นแล้วยังมีอาซาชิและคลอสเตอร์ให้เลือก ลองเปลี่ยนรสชาติบ้างก็ดีเผื่อบรรยากาศจะดีขึ้น ผมหยิบขวดที่ใหญ่ที่สุดออกมาเขย่ามันเดินกลับไปที่เตียงเปิดฝาใส่หน้ายู่ยี่ของอีกคน แรงอัดของแก๊สทำปฏิกิริยากับของเหลวพุ่งออกมาเป็นฟองสีขาวนุ่มเต็มหน้าคนคู่ขาคู่คุย เขาร้องอุทานหันมาต่อยผมทีหนึ่ง “ไอ่บ้า! ทำอะไรเสียดายของนี่มันเงินทั้งนั้นนะเว้ย อีกอย่างฉันเป็นคนจ่าย เดี๋ยวทิ้งแม่งให้ทำความสะอาดใช้หนี้แทนซะเลย” คู่นอนหยิบผ้าคลุมเตียงขึ้นมาเช็ดเนื้อตัวลวกๆ แล้วเขวี้ยงมันใส่หน้าผม


“งั้นก็เลิกทำสีหน้าเครียดๆสิ ดูหน้านายในสภาพหดหู่แล้วฉันหมดอารมณ์อยากจะนอนหรือดื่มด้วย” หยอกล้อให้หายเครียดแล้วเทของเหลวสีอัมพันใส่แก้วให้เขา มองดูเขาที่ไม่มีท่าทีอยากจะเล่นด้วยสักเท่าไร รับของจากมือผมส่งสายตาเหวี่ยงมาทีหนึ่งทำเอาผมขำเสียงต่ำในลำคอให้เขาหันมามองอีกรอบ “งั้นก็เล่ามาสิ”


“หา?”


“มีอะไรอยากระบายมั้ยละ ฉันยินดีรับฟัง” ผมถามตรงประเด็นหยั่งเข้าถึงจิตใจของเขา มันคงมีบางกับคนที่เก็บกด นิ่งเงียบ ต้องการหาใครสักคนอยากพูดคุยด้วย ดื่มไปด้วยกัน และมีอะไรไปด้วยกันทั้งคืน - - นี่คงเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่สำหรับผมเพื่อใครบางคนพูดออกมา ผมเชื่อว่าตัวเองเป็นผู้รับฟังที่ดีนะที่ผ่านมามีหน้าที่รับฟัง ทำตามคำสั่งให้เสร็จสมบูรณ์ และแน่นอนผมเป็นนักอ่านที่ดีคนหนึ่ง หลักฐานดูได้จากหนังสือที่วางเกลื่อนในที่พักและสมุดบันทึกเดินทางเขียนบทกวีห่วยแตกของตัวเอง


เขามองตาผมไม่กระพริบก่อนจะก้มลงดึงผ้าห่มจากชายเตียงขึ้นมาคลุมกาย “ฉันคิดว่าฉันบอกนายไปแล้วนะ มันไม่มีอะไรน่าจดจำหรอกชีวิตของฉัน”


“นายเลือกที่จะไม่อยากให้ใครรับรู้เองนะ ทั้งๆที่นายมีเป้าหมายชีวิตอยู่แล้ว” ผมยุเขาให้เคืองกับคำพูดผม ใช่ เขาเคืองจริงๆ เคืองจนไม่ปริปากพูดออกมาเลย เขาจ้องผมเหมือนไม่อยากไว้วางใจกึ่งขู่ผมว่าอย่าเข้ามาก้าวก่ายพื้นที่ส่วนตัว - - ผมมองด้วยหางตา ถอนหายใจกับนิสัยผีเข้าผีออกของเขา “นายชื่ออะไร”


“คีย์”


“ฉันชื่อมินโฮ” ผมแลกเปลี่ยนคำตอบ นี่คงเป็นการเริ่มต้นที่ดีของเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวล เราเพิ่งจะรู้ชื่อกัน หลังจากผ่านมาแล้วสี่ชั่วโมงนับตั้งแต่ออกจากผับกัน - - มินโฮ คือชื่อผมจริงๆ แต่ในนามอื่นๆที่พูดกันในแวดวงการขนส่งสินค้าและรับจ้างฆ่านั้นเป็นชื่ออื่นๆหลายร้อยชื่อหลายพันนามที่คนจะเรียกใช้กัน ไม่มีใครรู้ชื่อจริงของผม นั่นก็เพื่อความอยู่รอดของตัวเองเท่านั้น


“เอาละคีย์ ฉันจะเล่าเรื่องของคนที่ชื่อว่ามินโฮให้ฟัง”


“นายพูดเองนะจะเล่า ทั้งทีก่อนหน้าที่นายก็บอกชีวิตนายไม่มีอะไรน่าสนใจ นายไม่มีสิทธิ์จะฆ่าฉันหากฉันรู้ความจริงทั้งหมดจากนาย” เขาพูดปกป้องตัวเองไว้ก่อนที่จะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น ทั้งๆที่ผมยังไม่ทันคิดเรื่องจะวางยาทีหลังเขาเลยแม้แต่น้อย


“ถึงฉันจะนกสองหัว แต่ตราบใดที่มันเป็นการตัดสินใจของฉันเองผมไม่คิดจะหักหลังทีหลังหรอก” ความไม่เสแสร้งต่อใครมันดีก็ตรงนี้แหละ ไม่จำเป็นต้องใส่หน้ากากเข้าหากันเวลาจะพูดคุยกัน หรืออีกนัยคือการพูดไม่คิด พูดขวานผ่าซาก พูดแบบจริงใจแต่เสียดแทงคนฟัง - - บรรยากาศห้องเงียบสนิทมีเพียงเสียงเครื่องทำงานของแอร์ ผมสูดลมหายใจดื่มของเหลวผ่านคอให้กระชุ่มกระชวยพร้อมจะเริ่มเรื่องนิยายยาวยืดของตัวเอง “ฉันไม่รู้จักพ่อแม่ของตัวเอง ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครคือพ่อแม่ของฉัน ฉันเติบโตและใช่ชีวิตในสถานพินิจเลี้ยงเด็กกำพร้า ฉันเป็นคนเก็บตัวอยู่แต่ในห้องที่เต็มไปด้วยหนังสือ เชื่อมั้ยตอนนั้นฉันมองโลกว่ามันเป็นอย่างไง”


“โลกตอนเด็กของนายคงมืดมน นายไม่มีพ่อแม่คงเหงาน่าดู” เข้าทางผมจริงๆ ผมอยากเชิญช่วยให้เขามีส่วนร่วมบทสนทนาอยากทดสอบว่าเขาตั้งใจฟังผมหรือไม่ เห็นท่าทีว่ายอมร่วมมือกันผมก็วางใจที่จะเล่าต่อโดยไม่มีความรู้สึกขัดข้องใดๆที่จะปิดบัง “เปล่าเลย ตอนนั้นฉันเชื่อว่าโลกนี่สวยงาม เชื่อว่าโลกมันเหมือนนิทาน มีเจ้าหญิง มีเจ้าชาย มีการให้อภัยกัน มีปราสาทสำหรับคนสองคนและความสุขตลอดกาล ฉันแทบจะไม่ได้คิดถึงพ่อแม่ตัวจริงๆของฉันว่าเป็นใครด้วยซ้ำ ในขณะที่เด็กหลายๆคนกำลังคิดว่าจะทำตัวอย่างไงให้เป็นเด็กดีเพื่อที่จะถูกรับเลี้ยงสักที แต่กลับกันฉันกลับคิดว่าถึงโลกนี้ไม่มีพ่อแม่ ฉันก็อยู่ได้ด้วยความสุขตลอดกาลเหมือนนิทาน” ผมเว้นจังหวะให้กับลมหายใจ ยิ้มเล็กน้อยเมื่อนึกถึงความฝันสมัยเด็กๆครั้งนั้น “แต่เชื่อมั้ย ฉันถูกมองว่าเป็นพวกมองโลกในแง่ดีจนเกินไป ฉันโดนเด็กในสถานพินิจเลี้ยงเด็กกลั้นแกล้ง หาว่าฉันเป็นพวกงมงายบ้าง ฉันจึงหนีออกมาพิสูจน์ความจริงว่าโลกนี้ไม่ได้เลวร้ายไปเสียหมดอย่างที่พวกเขาคิด แต่สุดท้ายฉันมันก็แค่ไอ่โง่คนหนึ่งที่เพิ่งตื่นจากความฝันอันยาวนาน”


ผมรู้สึกปั่นป่วนท้องไส้ทุกครั้งที่กลับมานั่งนึกถึงวัยเด็ก มันเริ่มจากหวานหอม ค่อยๆขมขึ้นเรื่อยๆจนสุดท้ายมันขมจนเหม็นอยากอาเจียนออกมา ผมพยายามมองให้มันเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กทุกคนที่เติบโตในสังคมหนึ่งๆอย่างน้อยผมก็ยังดีกว่าเด็กที่ต้องดิ้นรนตามท้องถนนตั้งแต่เกิด ผมยังมีความทรงจำดีๆช่วงหนึ่งก่อนมันจะโหดร้ายทารุณอย่างยาวนาน - - แรงบีบมือทำให้ผมรู้สึกตัว คีย์กำลังกุมมือผมออกแรงกำบีบจนเหงื่อไหลเย็นชื้น ผมมองเขาและพูดอย่างเหนื่อยอ่อนใจ “ยิ่งเติบโตยิ่งเข้าใจ คำว่าตลอดกาลมันไม่มีจริง”


“นายไปเจออะไรหลังจากนั้น?”


“มันเยอะมากบางเรื่องฉันก็ลืมไปแล้ว บางเรื่องก็จำแน่นติดในหัว” ผมบอกเขาแล้วกลับเข้าเรื่อง “ตอนนั้นฉันอายุแค่สิบสองปี ฉันหนีออกมาหวังจะอะไรที่สวยงามในสังคม มาวันแรกฉันก็โดนรถชน”


“หา?”


“ใช่โดนรถชน ตื่นมาอีกทีก็อยู่กับใครก็ไม่รู้กับคนแปลกหน้าหลากหลายคน พวกเขาบอกให้ฉันเรียนรู้หาเงินและข้าวของโดยการขโมยของมาให้พวกเขา ฉันต้องหาเงินให้ได้ตรงตามเป้าหมายที่พวกเขาบอกไว้ไม่งั้นโดนซ้อมทั้งๆที่ฉันยังบาดเจ็บจากรถชนครั้งนั้นอยู่” ผมยังจำรสชาติแห่งความเจ็บปวดครั้งแรกนั่นได้เสมอ รองเท้าส้นหนากระแทกกลางลำตัวจนรู้สึกเหมือนกระดูกจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ในสภาพที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ “และฉันก็หนีออกมาได้ หนีไปเรื่อยๆ ใช้ชีวิตแบบค้นหาความหมายของมัน ทำงานทั้งสุจริตบ้างไม่สุจริตบ้าง ดิ้นรนไปวันๆ จนท้อแท้ไปยื่นบนสะพานเตรียมพร้อมจะฆ่าตัวตาย..”


ผมหยุดปากไว้ที่คำสุดท้ายนั้น ผมลืมเสียสนิทเรื่องฆ่าตัวตายคงเป็นเรื่องเดียวที่ไม่อยากให้ใครรับรู้ว่าครั้งหนึ่งผมมีประวัติทัศนคตีแง่ลบต่อตนเอง นาทีที่ได้ไปยืนบนสะพานก้มมองลงไปราวกับผืนน้ำข้างล่างกำลังเรียกร้องชื่อผมเป็นอะไรที่ลืมไม่หลงเลยทีเดียว - ผมมองไปทางคีย์ สีหน้าอึ้งทำให้ผมไม่สามารถหลีกเลี่ยงหาคำแก้ตัวได้ “อืม..ใช่ฆ่าตัวตาย แต่มีคนมาห้ามไว้ และพาฉันกลับเข้าสู่สถานพินิจเลี้ยงเด็กอีกครั้ง”


“โชคดีนะที่นายไม่ตายตอนนั้น” คีย์ยิ้มให้ผม


“ไม่รู้สิ ตอนนั้นฉันอายุสิบห้า เลขห้าคือเลขซวยสำหรับฉัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหลีกเลี่ยงเลขห้านี่ได้ก็จะทำ” ผมบอกเขาและเริ่มเข้าเรื่องต่อ “หลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์ก็มีคนมารับฉันไปเลี้ยงที่ต่างประเทศที่สหรัฐอเมริกา ฉันรู้สึกดีใจที่ได้รับการรับเลี้ยงและได้ไปอยู่เมืองนอก แต่มันกลายเป็นเรื่องตลกร้ายในชีวิตครอบครัวที่วาดฝันอย่างสดใส กลับกลายเป็นการถูกส่งไปเป็นเครื่องหย่าร้าง ผู้หญิงที่มารับตัวฉันเอาตัวฉันไปและบอกกับสามีของหล่อนว่าเธอได้มีคนอื่นแต่งงานและมีลูกด้วยกันแล้วต้องการเลิกกับเขา ภาพนั้นยังติดตาฉันมาจนถึงทุกวันนี้ ชายคนนั้นชักปืนขึ้นมายิงเธอแล้วยิงซ้ำลงไปราวกับกลัวเธอไม่ตายสนิท ฉันยืนนิ่งช็อคนั้นคือศพแรกที่เห็นในชีวิตและฉันก็เกือบตายในสถานการณ์นั้นเมื่อเขาหันปลายกระบอกปืนมาจ่อที่หัว ด่าฉันราวกับเป็นตัวกาลกิณีของบ้าน โชคดีที่ใบสัญญาการรับรองบุตรบุญธรรมไม่ได้ถูกทำลายเป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่ทำให้อยู่รอดจนมาถึงทุกวันนี้”


ดื่มคั้นระหว่างเรื่องราวช่วยให้ผมรู้สึกดีมากขึ้น แอลกอฮอร์มันมีข้อดีอย่างหนึ่ง ช่วยให้เรื่องที่เลวร้ายกลายเป็นเรื่องสนุกจนเราคาดไม่คิดด้วยซ้ำ “ฉันอยู่กับพ่อบุญธรรมได้ปีหนึ่งก็ถูกส่งตัวให้กับนายจ้างของเขา ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่เริ่มขนส่งยาผ่านระหว่างรัฐหนึ่งไปอีกรัฐ ต้องเรียนรู้ผ่านคนในทีมที่ขับรถไปด้วยกัน เป็นครั้งแรกที่เริ่มเสพยา ต้องเรียนรู้รสของมันก่อนจะถูกโกงว่าเป็นผงแป้ง เป็นครั้งแรกที่หัดลองยิงปืนสู้กับตำรวจของรัฐและการหนีอย่างบ้าระห่ำข้ามวันข้ามคืนเลยทีเดียว เป็นครั้งแรกที่ต้องเรียนรู้การปลอมตัวตีสนิทกับองค์กรต่างๆและเป็นครั้งแรกที่เรียนรู้การฆ่าคนอย่างเลือดเย็นไม่สะทกสะท้านความกลัว”


“อะไรที่เปลี่ยนชีวิตนายให้มาทำงานแบบฉายเดียวละ” คนข้างกายถามผม เป็นครั้งที่เขาเริ่มหยอดคำถามหลังจากผมเล่าเรื่องมานาน “ตอนเจ้านายถูกฆ่าตาย เป็นช่วงเวลาเดียวกับเขาส่งให้ฉันหลักขนยามาส่งที่บ้านเกิดมาทำหน้าที่ประจำที่เกาหลี เวลานั้นรู้สึกถึงอิสรภาพหายใจได้อย่างทั่วท้อง ในขณะเดียวกันก็มีแววถูกเก็บจากพวกศัตรูฝ่ายตรงข้ามได้ทุกที่ทั่วโลก จึงตัดสินใจขนยาที่เหลือในมือส่งผ่านต่อให้กับคนอื่นๆอีกหลายคนในนามหลากหลายนามออกไป รอจนกว่ามีคนติดต่อกลับมาก็เป็นคนกลางทำหน้าที่ขนส่งยาไปที่ต่างๆแล้วแต่เขาจะจ้าง บางทีก็ถามเล่นๆว่า อยากจะให้เก็บใครบ้างมั้ยเขาก็ยินดีจ้าง เป็นการทำงานที่ไม่พึ่งใคร ไม่ต้องแคร์ความรู้สึกของการเป็นพรรคพวกเดียวกัน และฉันรู้สึกเป็นใหญ่เหนือกว่าพวกเขา แถมยังได้เงินแบบไม่ถูกเบียดเบียนจากอำนาจใครอีก”


ผมหันไปทางคนข้างกาย ยิ้มให้เขากับสิ่งที่ตัวเองเป็นในทุกวันนี้ “ถึงฉันจะมีเงินเยอะ แต่ก็เป็นคนใช้อย่างสิ้นเปลื้อง ฉันทำงานไปค้นหาความหมายของชีวิตนี้ไปแต่ก็ยังไม่เจอ ทุกวันนี้อยู่ไปโดยพึ่งพาเงินอย่างเดียวใช้ชีวิตให้มันคุ้มค่าทุกนาที หากไม่มีก็ต้องหา ทำทั้งสองอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอทั้งเงินและนัยยะของชีวิตตัวเอง ถึงเวลานั้นก็คงเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตัวเองให้มันตรงกับเป้าหมายมากขึ้น” ผมเขย่าแก้วที่เหลือแต่น้ำแข็ง ของเหลวในแก้วหมดเกลี้ยง ก็คว้าขวดข้างกายมาเติมพร้อมแชร์ให้กับคนข้างกาย “เป็นไงละ อึ้งเลยหรือไงกับชีวิตของฉัน นั้นแหละอย่างที่บอกไว้มันไม่น่าสนใจเลยสักนิด” ผมยกแก้วในมือชนกับใบหน้าของเขาให้ตื่นจากภวังค์ด้วยความเย็นจนต้องร้องโวยวาย


“นายเนี๊ยเป็นพวกชอบทำให้บรรยากาศเสียจริงๆ” อาจเป็นเพราะความไวของมือเร็วกว่าคำพูดและสมอง คีย์สาดน้ำในแก้วใส่หน้าผมพอสะดุ้งกับความเย็นจี๊ดหัว ผมยิ้มออกได้เพราะรอยยิ้มบูดบึ้งของเขา รู้สึกได้ว่าสิ่งที่เพิ่งจะพรรณนาออกจากปากไปนั้นมันได้พังทลายลงราวกับไม่เคยได้เกิดมาก่อนในชีวิตนี้ “ชีวิตนายเนี๊ยโชคดีกว่าฉันจริงๆ” เขาชื่นชมในตัวผม หยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบเป็นม้วนที่สาม


“ชีวิตเรามันโหดร้ายแตกต่างกัน จะเอาเรื่องของใครมาเทียบกันไม่ได้หรอก” ผมโอบไหล่เขาเข้ามาใกล้มากขึ้น จูบขมับเขา อยากให้เขาผ่อนคลายจากปัญหาหนักอึ้งในหัว ผมอ่านใจและรับรู้ได้ว่าเขาเริ่มไว้ใจผมมากพอที่จะเล่าเรื่องแชร์กันฟัง เราต่างเป็นคนแปลกหน้าที่เริ่มเข้าใจกัน น้อยคนนักอาชีพอย่างเราจะสนใจอะไรแบบนี้ในลักษณะการกระทำของคนทั่วโลกบนโลกธรรมดาจะเรียกว่า “การพึ่งพากัน”- ผมไม่ได้อยากจะสนใจเนื้อเรื่องของเขา คิดแค่ว่าการได้พูดคุยก็ช่วยให้สบายใจได้บ้างทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเวลาและสถานการณ์ที่เอื้อมอำนวย อย่างที่ผมบอกไว้ ผมเป็นผู้ฟังที่ยอดเยี่ยมเสมอ


“ฉันหนีออกจากบ้านตอนที่รู้ว่าจะได้ดูตัวแต่งงาน ตอนนั้นฉันคบกับผู้ชายต่างชาติคนหนึ่ง ทางบ้านกีดกั้นพยายามทุกอย่างให้เราทั้งสองเลิกกัน ฉันเครียดทุกครั้งที่ได้ยินคำสบถต่อว่าจากพ่อแม่และญาติพี่น้อง นั้นทำให้แฟนฉันคิดพากันหนีไปอยู่กับเขาที่ต่างประเทศอยู่อเมริกา”


“ตอนนั้นเหมือนฉันจะกลับมาเกาหลีแล้ว เราพลาดกัน 1 ปีเลยนะคีย์” ผมจงใจแทรกกลางอย่างตื่นเต้น กำลังไม่ได้คิดไปเองว่าหากผมได้มีโอกาสอยู่ที่ต่างประเทศต่ออีก 1 ปีคงมีโอกาสได้เจอกับคีย์อยู่เป็นแน่


“เลิกขัดจังหวะได้มั้ย ไม่งั้นฉันจะเลิกเล่าเรื่องของฉัน” เขาขู่เสียงต่ำ แต่ก็มีอำนาจมากพอที่จะหยุดปากผมได้ ยินดีให้เกียร์ติเขาเล่าเรื่องต่อโดยไม่คิดจะล้อเลียนอะไรอีก - - คีย์อัดควันบุหรี่เข้าปอดแล้วพ่นออกทางปากและจมูก ปลายบุหรี่เผามอดไหม้เร็วพอที่จะเตรียมม้วนใหม่ขึ้นมาสูบ “เขาพาฉันหนีออกมาได้สำเร็จ ตอนแรกเราอยู่นิวยอร์คเราลงเอยด้วยกันที่นั้นในโรงแรมหรูระดับห้าดาว ตอนนั้นฉันมีความสุขมากลืมทุกอย่างแม้แต่คนที่บ้านเกิดของตัวเอง เริ่มวางแผนชีวิตว่าจะอยู่กันอย่างไง ทำงานอะไรกัน แต่ก็นั้นแหละมันเป็นแค่ความสุขเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้นหลังจากคบหารู้ใจกันมาเกือบปีหนึ่ง” คนสูบจัดเล่นไฟแช็คในมือเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้คลายความตื่นเต้นจากการเล่าเรื่อง “ทุกอย่างมันกลับตะละบัดในวันที่เขาพาเพื่อนอีกสองคนมาทดลองกับฉัน คืนเลวร้ายที่สุดในชีวิตบังเกิดขึ้นมองไปทางไหนก็ไม่มีใครน่าไว้ใจ ทุกคนกำลังสนุกพอเห็นของเล่นถูกอกถูกใจ เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่ฉันเสียใจมากที่สุดคือคนที่รักหมดหัวใจยืนยิ้มเยาะเย้ยอยู่ที่ปลายเตียง”


“นายโดนรุมโทรม?”


“ฉันเกลียดคำนั้น” ไม่พอเอาปลายบุหรี่จี้บนหน้าท้องของผมจนสะดุ้งโหยง และมันก็ไม่ผิดหากผมจะสาดน้ำดับไฟด้วยแก้วเบียร์ปกป้องชีวิตน้อยๆเดี๋ยวจะได้สูญพันธ์ – คีย์มองดูบุหรี่เปียกชื้นของตัวเองทิ้งลงข้างตัวแล้วจัดม้วนใหม่ขึ้นสูบ “ฉันรู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองถูกย้ายมาอยู่รัฐแท๊กซัส ฉันถึงได้รู้ตัวโดนหลอกมาทำงานอย่างว่า ถูกจับอยู่ในห้องค่อยต้อนรับแขกและผู้มาเยือนคืนหนึ่งไม่รู้กี่ราย ถูกให้เต้นโชว์เพื่อการประมูลร่างกาย ถูกบังคับให้เล่นหนังใต้ดิน - อยู่ที่นั้นต้องรับมือกับทุกๆอย่างไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แม้ค่าตัวจะดีมีข้าวกินดี แต่ก็ไม่เคยได้ออกไปเผชิญโลกอื่น วันหนึ่งอยู่แต่ห้องสี่เหลี่ยมตกแต่งด้วยอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมอย่างว่า”


“จากนั้นนายทำอย่างไง หนีออกมาหรอ?”


“เก่งหนิ เดาถูกด้วย แต่กว่าจะหนีออกมาได้ก็ยากเหมือนกัน อาศัยเรียนรู้พื้นที่มาเป็นระยะเวลาสามปีและการรู้จักแขกมาเยือนนั้นแหละว่าจะหาทางออกไปทางไหน มันไม่ง่ายอย่างที่คิดเลยแม้แต่น้อยที่พาตัวเองทั้งหนีและโดนล่าให้กลับไปทำงาน คนของเขามีอยู่ทุกหนแห่ง ฉันต้องเสี่ยงเลือกขอร้องคนที่ไว้ใจที่สุดยอมตกลงข้อแลกเปลี่ยนร่วมนอนกันไม่รู้กี่คนเพื่อขอเงินและหนีกลับประเทศตัวเอง” คีย์เว้นระยะการพูดหลังจากดูดบุหรี่อมกลิ่นอายความนุ่มนวลรสชาติหวานขมในปอดแล้วระบายพ่นออกมา “ฉันกลับมาหาครอบครัว กลับมาขอโทษที่หนีออกจากบ้านไป ฉันเดินทางกลับไปยังที่ที่เดิมบ้านเกิดที่สวยงามของตัวเอง แต่ก็พบแต่ความว่างเปล่า ทุกคนหายไปไม่มีใครอยู่บ้านหลังนั้นอีก ไม่มีแม้กระทั่งเบอร์ติดต่อย้ายสถานที่ ฉันถามคนระแหวกแถวบ้านก็ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาหายไปไหน ฉันออกเดินทางตามหาครอบครัวอย่างไร้จุดหมายในประเทศตัวเอง อยากหาอาชีพใหม่ๆทำที่ดีกว่านี้แต่กลับไม่มีความรู้มากพอพาตัวเองเข้าสู่การทำงานที่เป็นหน้าเป็นตาสังคม สุดท้ายก็กลับมาตายรังเดิมกับอาชีพเก่าๆในพื้นที่เสเพของคนติดสิ่งเสพติดกลางคืนเหล่านั้น” รอยยิ้มคลายออกสบายใจทุกครั้งที่หันมาทางผม


“ถึงจะทำงานแบบเดิม แต่ที่นี่มีเพื่อนร่วมงานที่จริงใจกว่าที่เก่า อยู่อย่างมีความสุขต่อให้ต้องดิ้นรนไปวันๆ พวกเขายินดีเล่าเรื่องประสบการณ์การรับลูกค้า ใครปลอดภัยใครอันตราย ใครเก่งใครห่วย ทุกอย่างเป็นเงินทองแลกเปลี่ยนความสุขทางกายชั่วค่ำคืน ฉันมีความหวังลึกๆว่าจะได้เจอคนในครอบครัวสักคนมาเจอหรือขอใช้บริการจากฉันบ้างก็ดี นั้นคงเป็นความคิดที่งี่เง่าแต่ทำให้ฉันมีความสุขกับอาชีพนี้มากขึ้น - ทุกคนภาวนาให้หาครอบครัวเจอและยินดีพาฉันกลับไปแม้จะรับไม่ได้เมื่อรู้ถึงสภาพชีวิตที่เปลี่ยนไป” สีหน้าร่องรอยแห่งความหวังในเป้าหมายของชีวิต คงเป็นคำตอบเดียวที่สามารถไขข้อสงสัยไร้ความเคลือบแคลงใจของคนที่กำลังเดินตามหาของที่ทำหล่นหายไปเพราะความประมาทไม่หยั่งคิด


ผมเอือมมือกอดเขา จูบประทับบนดวงตาลากริมฝีปากมาที่ปลายจมูก - ผมเชื่อว่าคนคนหนึ่งเมื่อเล่าเรื่องราวที่มีความทรงจำ พวกเขาจำร้องไห้ไปพร้อมกับความรู้สึกดีๆในเวลาเหลือน้อยนิดในตอนนั้น ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ครั้งสี่ ยังพอมีใจให้หวั่นไหวเสียน้ำตาและสะเทือนใจ แต่ตราบใดที่มันถูกถ่ายทอดเกินมากกว่าสิบห้าครั้ง เขาจะเรียนรู้จากมันและมองเห็นความเป็นไปซึ่งไร้การมใดๆจะหยุดยั้งให้ได้


“ขอบคุณ” คำหนึ่งหลุดออกจากปากด้วยความจริงใจ ผมวางแก้วเบียร์ลงบนโต๊ะ หันไปสัมผัสใบหน้าของคีย์ ประคองอ่อนโยน เก็บบุหรี่ที่คาบในปากออกมา บรรจงจูบ กลิ่นวานิลลาบนขี้เถ้าขมฝืดของบุหรี่ตราตรึงในใจ จดจำทุกวินาทีที่กวาดลิ้นผ่านเก็บเกี่ยวอย่างกระหิวหาย ดึงประคองร่างพังพนักลงมานอนราบกับเตียง คีย์สอดมือตามเส้นผม โอบกอดคอผมรับผลัดเปลี่ยนจูบของกันและกัน - - เราถอนจูบอย่างอ้อยอิ่ง คีย์ปรือตามองผม ลูบใบหน้าผมแล้วยิ้มเล็กๆออกมา “นายใต้แสงสีเหลืองนี้ เหมือนพระเจ้าเลย” เขากำลังหมายถึงโคมไฟเหนือหัวผม ที่ส่องแสงราวกับอัญมณีสีทองนั้น – ผมยิ้มขำกับสิ่งที่ถูกนำมาเปรียบเปรย


“ฉันมันคนบาป มีชีวิตอยู่กับลูกปืนและยา ไม่มีวันจะได้เป็นพระเจ้าหรอก”


“จะอะไรก็ช่าง ฉันแค่รู้สึกดีที่โลกนี้มีลูกค้าแบบนายอยู่ มันทำให้ฉันรู้สึกพิเศษมากกว่าการที่เราร่วมรักกัน” คีย์ประคองใบหน้าจูบผม ลากผมลงมานอนด้านข้างสบตากันสวมกอดกันแบบนั้นจนถึงเช้า – ผมกัดริมฝีปากเน้นเมื่อคนในอ้อมกอดเขยิบตัวเข้ามาหนุนแขน เสียงลมหายใจค่อยๆแผ่วเบาช้าลงจนคงที่แน่ชัดว่าหลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราว ผมแอบมองสีหน้ายามนอนหลับ ดูสุขุมและไร้ที่ติ ไม่คิดจะทำงานประเภทนี้เลยด้วยซ้ำ ดูไม่ใช่คนที่ชำนาญกิจกรรมบนเตียง เขาเหมาะกับการปลูกสวนดอกไม้ในสวยหรือไม่ก็ทำงานเกี่ยวกับศิลปะเสียมากกว่า


ผมนอนมองดูคนในอ้อมกอด ภาวนาไม่ให้ตะวันยามอรุณเรียกเขาตื่นจากนิทรา ขอร้องให้เวลามันเดินให้ช้าลงถ้าสามารถทำได้ ไม่ว่าเหตุผลใดๆก็ตามที่กำลังฉุดรั้งให้ผมกำลังสนใจคีย์ในเวลานี้ ผมได้แต่คิดว่ามันเป็นเพราะการพูดคุยฟังเท่านั้น พนันกับตัวเองหากไว้ไม่หวังอะไรมากกว่า ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้ ก็อย่าพาตัวเองไปก้าวหาเขาอีก ผมสามารถอยู่ตัวคนเดียวได้มาตลอด เป้าหมายของตัวเองจะต้องไม่มีใครย่างก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตร่วมทางกับผม บนเส้นทางนี้อันตรายเกินกว่าใครบางคนจะมาร่วมแบกภาระด้วย


แต่หากทุกสิ่งกลับสวนทางกับความคิด ผมขอพิพากษาคดีนี้ มันคือนิทานเรื่องหนึ่งของเราที่กำลังจะเริ่มต้นใหม่ด้วยกัน







-----****-----







เหยื่อรายหนึ่งกำลังตายด้วยพิษยาจากปลายช้อนกาแฟ เป็นการคำนวณหลักวิทยาศาสตร์ได้อย่างแม่นยำว่ามันจะออกฤทธิ์ปลิดชีพเมื่อใด ความผิดจะตกลงอยู่ที่แพะรับบาปผู้หนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีความค้ายาครั้งนี้ ผมเดินออกจากร้านอาหารก่อนอีกสิบนาทีจะเกิดเหตุชุลมุน กดโทรศัพท์บอกไปยังปลายทางว่าภารกิจทั้งหมดได้เสร็จสิ้นลงแล้วและผมกำลังมุ่งหน้าเตรียมไปรับก้อนเงินมหาศาลอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า


ผลงานเป็นที่น่าพอใจสำหรับผู้บัญชา เขาก้าวขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งครองการค้ายาคลุมทั้งหมดสิบสองเขตหลังจากศัตรูสำคัญจากไปแบบไม่มีวันห้วนกลับมา - - ซิกก้าในปากพร้อมกับคำชมที่โพยพุ่งออกมาเป็นควันขาวคือของแถมฟรีนอกจากเงินในกระเป๋าที่หนักเป็นตันๆ ชายร่างท้วมในชุดราชการตำรวจนั่งยิ้มมองดูผมรับกระเป๋าเงินโค้งตัวลาออกจากบริษัทเขาไป


“ฉันยังเสนอราคาค่าตัวนายหลายล้านวอนเพื่อมาทำงานกับเรา เอากลับไปคิดทบทวนอีกที จะทำงานโดยไม่ฝักฝ่ายไหนสักวันหนึ่งนายจะโดนสอยร่วงแทน” เขาเตือนผมกรายๆทุกครั้งที่เราเจอกัน ผมสั่นส่ายหน้าต่อเงินมหาศาลก้อนนั้น ต่อให้อยากได้มากแค่ไหน ผมก็ยังเป็นคนขี้เกียจเข้าประชุมหารือวิธีจัดการกับศัตรู อีกอย่างข้อมูลมากมายที่เป็นความลับในสมองของผมยังมีค่ามหาศาลต่อคนอีกหลายร้อยคนที่ต้องการมันเอาไปจัดการกับคู่ค้าอริอยู่ ไม่มีความจำเป็นใดๆต้องพึ่งพิงใครต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างคงกระพัน


“คุณยังกลัวว่าผมจะขายความลับให้กับใครอยู่อีกหรือ” ผมถามตรงประเด็นกับนายในเวลานี้ตอนนี้ นอกเหนือเวลาที่อยู่ภายใต้คำสั่ง ผมเรียกทุกคนว่า “มัน” โดยไม่มีความเกรงอกเกรงใจต้องมีความเคารพนับถือ


“นั้นก็มีส่วน นายก็รู้ฉันทำงานแบบไหนอยู่และมีงานเบื้องหลังคืออะไรอยู่ และอยากได้คนมีความสามารถอย่างนาย ความจำดีเลิศกว่าใครที่ฉันพบเจอมาร่วมทีมงาน รับรองมีสาวๆและเงินให้อิ่มหนานสำราญตลอดชีวิต” เขาคือผู้มีอิทธิพลต่อกฎหมายในเครื่องแบบมียศตราตำแหน่งสูงสง ไม่มีอะไรที่สั่งแล้วไม่ได้ดั่งใจ หากเป็นผู้มีเวทมนต์ตอนนี้คงได้ครองโลกไปเรียบร้อยแล้ว


“เชื่อใจผมได้ เงินประกันชีวิตคุณสูงกว่าใครในธนาคารบัญชีดำของผม ผมไม่มีทางที่จะเอาความลับของคุณไปเปิดโปงให้ใครรับรู้หรอก” ผมไม่ได้อวดศักยภาพตัวเอง แต่นั้นคือความสามารถของผมที่โดดเด่นที่ใครๆก็อยากให้เข้ามามีส่วนร่วมกับงานในทีมองค์กรด้วยกัน - - ผมเบี่ยงตัวหลบบอร์ดี้การ์ดออกจากห้อง เลี่ยงที่จะจบสนทนาและภารกิจ กลับไปใช่ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยแบบคนจนในร่างเศรษฐี ถลุงเงินอย่างบ้าคลั่ง เต็มที่กับชีวิตกลางคืนและคู่นอนช่วยพาขึ้นสวรรค์ลืมเรื่องราวว่าได้ไปฆ่าใครทำอะไรบ้างไปแล้ว


“อย่างที่บอกไว้ ธี.เจ. . . . .” นั้นคือนามแฝงของผมที่ใช้กับเขาเพื่อทำภารกิจทุกๆอย่างอันเกี่ยวข้องกับเขา – ชายร่างท้วมเดินมาหยุดอยู่ข้างหลังผม กระซิบข้างหูจงใจให้ได้ยินแม้มันจะเฉียดฉิวไปเพียงไม่กี่คืบของประตูที่กำลังปิดตัวลง “โลกที่เรายืนอยู่ไม่มีสัจจะในหมู่โจร ฉันแค่อยากจะเตือนนายในวันที่ชีวิตนายกำลังถูกไล่ล่า มีสองเส้นทางเท่านั้นที่นายต้องเลือก ไม่หากหนีไปให้ไกล ก็ตายอย่างสมเกียร์ติในนามโจรคนหนึ่ง”


ใช้ระยะทางในการขึ้นรถไฟฟ้าปะปนกับผู้คนในวันทำงานแสนวุ่นวาย ลงสถานีที่จอดรถอีกคันทิ้งไว้ไม่เป็นที่สังเกตตา โดดขึ้นขับไปต่อคิวไม่ให้ใครเห็นว่ามันกำลังจะถูกหยิบยืมให้ผลัดมือให้คนอื่นเช่าต่อทำเป็นนิติอำพรางเช่นนี้ไปเรื่อยๆโดยกฎหมายไม่มีวันรับรู้


ผมพยายามไม่โกหกตัวเอง ตลอดเวลาทั้งบ่ายหลังจากเราลากันที่หน้าโรงแรม ผมกำลังนึกถึงคีย์มาตลอดเส้นทางไปทำงานของผมจนกระทั่งทำงานเสร็จ – เราเจอกันในผับเขาคือคนขายบริการคนหนึ่งกำลังหาลูกค้าในค่ำคืนที่จำเป็นต้องทอดกายให้ใครต่อใครหลายคน ส่วนผมกำลังหาคู่นอนราตรีอีกยาวไกลตั้งใจจะฉกชิงเงินสักก้อนหลังจากเสร็จภารกิจด้วยกัน มันเป็นเรื่องตลกเมื่อคีย์จับผมได้ว่าผมพยายามฉกเงินเขาหนีตอนทีเผลอ เขาจึงเก็บเงินอันเหลือน้อยนิดไม่พอกินข้าวเข้ากระเป๋าตัวเองพร้อมกับนาฬิกาสองเรือนและบุหรี่ราคาแพงเอาเรื่อง – ผมเสียดายกับข้าวของที่กว่าจะเก็บตังค์ซื้อมาครอบครองได้ แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าทีจะทิ้งขว้างเดินหนีลูกค้าแถมด้วยการบริการเหล้าเบียร์ฟรีตลอดคืน ผมจึงไม่ขัดข้องใดๆจะอยู่กับเขายันเช้า..


เหล้าและเบียร์ในเวลานี้คงเป็นข้ออ้างดีๆหากใครต่อใครถามผมว่าทำไมนาฬิกาหายไปไหนสงสัยโดนคนจับได้ว่าไปหลอกเอาเงินหนีหรือเปล่า - แต่ประเด็นมันอยู่ที่เราต่างคุยกันถูกคอจนถึงเช้าต่างหาก – ตั้งแต่ผมซื้อคนมานอนด้วยโดยตลอด คีย์คือคู่นอนคนแรกที่แปลกแตกต่างจากคู่นอนคนอื่น ผมกำลังพูดถึงความแตกต่างจากทางความคิด ไม่ใช่ลีลาหรือเสียงครางบนเตียงเด็ดกว่าใครๆ เขาเป็นคนมีการศึกษาแต่ถูกหลอกด้วยความรัก ไม่แปลกหากเขาจะเป็นคนเรียนรู้อะไรเร็วจากการสังเกตเพียงแค่ผ่านสายตาผ่านหู เขามีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนและไม่ยอมแพ้ที่จะค้นหามัน เขามีอะไรหลายๆอย่างทำให้ผมสนใจจนไม่อาจลืมเขาได้ ผมยอมรับว่ารู้สึกดีกับเขาอย่างน่าแปลกใจ ยิ่งเขาบอกกับผมว่าผมคือคนพิเศษสำหรับค่ำคืนพิเศษ ในสมองก็ไม่เหลืออะไรให้คิดอีกต่อไป สัมผัสอ่อนโยนเบาเหมือนกำลังล่องลอยบนห้วงอวกาศ - - ภาพคืนนั้นผมพยายามจดจำทุกรายละเอียดว่ามันได้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ตั้งแต่ผมเจอเขาในผับ พาขึ้นรถ เล่นกิจกรรมอย่างเร้าร้อนในโรงแรม เล่านิทานชีวิตเรื่องยาวของเราทั้งสองจนถึงเช้า และจูบที่ดูจริงใจจนยากจะถอนริมฝีปากผลออกจากกัน


ผมต้องการเขา ต้องการแตะต้องร่างกายนั้นครอบครองและกอดไว้เพียงผู้เดียว ภาพของเขาหลอกหลอนตลอดเส้นทางการกลับที่พัก รอยยิ้มเล่ห์กลแต่สวยงามแรกทีผมนึกรำคาญอยากลบล้างให้มันออกจากหัว แต่กลับกลายเป็นสิ่งน่าโหยหาอยากสัมผัสดื่มด่ำมันอีกครั้ง - - ผมมองโรงแรมที่เรียงกันสองฟากของถนน พลางนึกคิดว่าคีย์กำลังรับแขกคนไหนอยู่หรือเปล่า เขาอยู่โรงแรมไหน ห้องไหน กำลังบริการให้กับลูกค้าเสร็จแล้วหรือยัง แล้วเขาจะหวั่นไหวกับลูกค้าคนไหนเป็นพิเศษอีกหรือเปล่า ผมได้แต่ภาวนาว่าขอให้ลูกค้าคนนั้นไม่ทำแบบที่ผมทำกับเขาในคืนที่ผ่านมา


ผมกำลังคิดเอาตัวเองเสี่ยงรอเขาในผับที่เดิมคืนนี้ เวลาเดิมตอนที่เขาเดินเข้ามานั่งหาลูกค้า แม้ใจจริงไม่อยากนอนกับใครคนเดิมหากลีลาไม่โดนใจจริง


นั้นหมายถึงผมต้องตัดเรื่องลีลาว่าจะเล่นท่าไหนในคืนนี้ออกไป แล้วคิดเตรียมการจะไปพบเขาในสภาพแบบไหน แต่งตัวอย่างไง รวมถึงการทักทายแรกพบกับเขา


และสิ่งสุดท้ายที่ทำให้ผมต้องหักหมุนพวงมาลัยรถเข้าไปในโบสถ์คริสเตียน เพื่อขอพรจากพระเจ้าให้ผมได้พบกับเขาอีกหนึ่งคืน หวังว่าคำขอพรมันจะส่งผลให้กับคนบาปอย่างผมบ้างก็ดี
















-----

Waiting for SHOT2
 

edit @ 30 Oct 2011 19:54:25 by Sunflower_world